วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

คาถาชินบัญชร

คาถาชินบัญชร



๑. ชะยาสะนากะตา พุทธา
เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง
เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

๒. ตัณหังกะราทะโย พุทธา
อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง
มัตถะเก เต มุนิสสะรา.

๓. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง
พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง
อุเร สัพพะคุณากะโร

.
๔. หะทะเย เม อะนุรุทโธ
สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง
โมคคัลลาโน จะวามะเก

.
๕. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง
อาสุง อานันทะราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม
อุภาสุง วามะโสตะเก.

๖. เกสะโต ปิฏฐิภาคัสมิง
สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน
โสภิโต มุนิปุงคะโว

๗. กุมาระกัสสะโป เถโร
มะเหสี จิตตะวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเนนิจจัง
ปะติฏฐาสิ คุณากะโร.

๘. ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ
อุปาลี นันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา
นะลาเฏ ติละกา มะมะ.

๙. เสสาสีติ มะหาเถรา
วิชิตา ชินะสาวะกา
เอตาสีติ มะหาเถรา
ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเต เชนะ
อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

๑๐. ระตะนัง ปุระโต อาสิ
ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ
วาเม อังคุลิมาละกัง.

๑๑. ขันทะโมระปะริตตัญจะ
อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ
เสสา ปาการะสัณฐิตา.

๑๒. ชินาณา วะระสังยุตตา
สัตตัปปาการะ ลังกะตา
วาตะปิตตาทิสัญชาตา
พาหิรัชณัตตุปัททะวา.

๑๓. อะเสสา วินะยัง ยันตุ
อะนันตะชินะเตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ
สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

๑๔. ชินะปัญชะระมัชณัมหิ
วิหะรันตัง มะฮีตะเล
สะทา ปาเลน ตุ มัง สัพเพ
เต มะหาปุริสาสะภา.

๑๕. อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต
จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.



บทสวดมนต์พาหุง มหากาฯ

บทสวดมนต์พาหุง มหากาฯ


พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฎฐะคาถา โย
วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ


มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ

ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ
สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัมหมะจาริสุ
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

อุทิสสนาธิฏฐานคาถา

อุทิสสนาธิฏฐานคาถา



(หันทะ มะยัง อุททิสสะนาธิฏฐานะคาถาโย ภะณามะ เส)
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ
ด้วยบุญนี้อุทิศให้

อุปัชฌายา คุณุตตะรา
อุปัชฌาย์ผู้เลิศคุณ

อาจะริยูปะการา จะ
แลอาจารย์ผู้เกื้อหนุน

มาตา ปิตา จะ ญาตะกา
ทั้งพ่อแม่แลปวงญาติ

สุริโย จันทิมา ราชา
สูรย์จันทร์และราชา

คุณะวันตา นะราปิ จะ
ผู้ทรงคุณหรือสูงชาติ

พรมหมะมารา จะ อินทา จะ
พรหมมารและอินทราช

โลกะปาลา จะ เทวะตา
ทั้งทวยเทพและโลกบาล

ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ
ยมราชมนุษย์มิตร

มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ
ผู้เป็นกลางผู้จองผลาญ

สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ
ขอให้เป็นสุขศานติ์ทุกทั่วหน้าอย่าทุกข์ทน

ปุญญานิ ปะกะตานิ เม
บุญผองที่ข้าทำจงช่วยอำนวยศุภผล

สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ
ให้สุขสามอย่างล้น

ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง
ให้ลุถึงนิพพานพลัน

อิมินา ปุญญะกัมเมนะ
ด้วยบุญนี้ที่เราทำ

อิมินา อุททิเสนะ จะ
แลอุทิศให้ปวงสัตว์

ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ
เราพลันได้ซึ่งการตัด

ตัณหุปาทานะเฉทะนัง
ตัวตัณหาอุปาทาน

เย สันตาเน หินา ธัมมา
สิ่งชั่วในดวงใจ

ยาวะ นิพพานะโต มะมัง
กว่าเราจะถึงนิพพาน

นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ
มลายสิ้นจากสันดาน

ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว
ทุกๆ ภพที่เราเกิด

อุชุจิตตัง สะติปัญญา
มีจิตตรงและสติทั้งปัญญาอันประเสริฐ

สัลเลโข วิริยัมหินา
พร้อมทั้งความเพียรเลิศเป็นเครื่องขูดกิเลสหาย

มารา ละภันตุ โนกาสัง
โอกาสอย่าพึงมีแก่หมู่มารสิ้นทั้งหลาย

กาตุญจะ วิริเยสุ เม
เป็นช่องประทุษร้ายทำลายล้างความเพียรจม

พุทธาธิปะวะโร นาโถ
พระพุทธผู้บวรนาถ

ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม
พระธรรมที่พึ่งอุดม

นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ
พระปัจเจกะพุทธสม

สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง
ทบพระสงฆ์ที่พึ่งผยอง

เตโสตตะมานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพนั้น

มาโรกาสัง ละภันตุ มา
ขอหมู่มาร อย่าได้ช่อง

ทะสะปุญญานุภาเวนะ
ด้วยเดชบุญทั้งสิบป้อง

มาโรกาสัง ละภันตุ มา
อย่าเปิดโอกาสแก่มาร เทอญ




สัพพปัตติทานคาถา

สัพพปัตติทานคาถา



(หันทะ มะยัง สัพพะปัตติทานะคาถาโย ภะณามะ เส)
ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม, เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา
สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ, จงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้, และแห่งบุญอื่นที่ได้ทำไว้ก่อนแล้ว

เย ปิยา คุณะวันตา จะ มัยหัง มาตาปิตาทะโย, ทิฏฐา เม จาป๎ยะทิฏฐา วา อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน
คือจะเป็นสัตว์เหล่าใด, ซึ่งเป็นที่รักใคร่และมีบุญคุณ, เช่นมารดาบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น ก็ดี ที่ข้าพเจ้าเห็นแล้วหรือไม่ได้เห็นก็ดี, สัตว์เหล่าอื่นที่เป็นกลางๆหรือเป็นคู่เวรกัน ก็ดี

สัตตา ติฏฐันติ โลกัส๎มิง เตภุมมา จะตุโยนิกา, ปัญเจกะจะตุโวการา สังสะรันตา ภะวาภะเว
สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ในโลก, อยู่ในภูมิทั้งสาม, อยู่ในกำเนิดทั้งสี่, มีขันธ์ห้าขันธ์ มีขันธ์ขันธ์เดียว มีขันธ์สี่ขันธ์, กำลังท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ก็ดี

ญาตัง เย ปัตติทานัมเม อะนุโมทันตุ เต สะยัง, เย จิมัง นัปปะชานันติ เทวา เตสัง นิเวทะยุง,
สัตว์เหล่าใด รู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์เหล่านั้นจงอนุโมทนาเองเถิด, ส่วนสัตว์เหล่าใดยังไม่รู้ส่วนบุญนี้, ขอเทวดาทั้งหลาย, จงบอกสัตว์เหล่านั้นให้รู้

มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะเหตุนา, สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน, เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ เตสาสา สิชฌะตัง สุภา
เพราะเหตุที่ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง, จงเป็นผู้ไม่มีเวร, อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ, จงถึงบทอันเกษม, กล่าวคือพระนิพพาน, ความปรารถนาที่ดีงามของสัตว์เหล่านั้นจงสำเร็จเถิด



บทสวดมนต์แผ่เมตตา

บทสวดมนต์แผ่เมตตา


อะหัง สุขิโต โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข

นิททุกโข โหมิ
จงเป็นผู้ไร้ทุกข์

อะเวโร โหมิ
จงเป็นผู้ไม่มีเวร

อัพฺยาปัชโฌ โหมิ
จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

อะนีโฆ โหมิ
จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
จงรักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด

สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ถึงความสุข

สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร

สัพเพ สัตตา อัพฺยาปัชฌา โหนตุ
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีทุกข์

สัพเพ สัตตา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงรักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด

สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงพ้นจากทุกข์ทั้งมวล

สัพเพ สัตตา ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงอย่าได้พรากจากสมบัติอันตนได้แล้ว

สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระณา
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีกรรมเป็นของของตน, มีกรรมเป็นผู้ให้ผล, มีกรรมเป็นแดนเกิด, มีกรรมเป็นผู้ติดตาม,มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ยัง กัมมัง กะรัสสันติ, กัลฺยาณัง วา ปาปะกัง วา, ตัสสะ ทายาทา ภาวิสสันติ
จักทำกรรมอันใดไว้, เป็นบุญหรือเป็นบาป, จักต้องเป็นผู้ได้รับผลกรรมนั้นๆ สืบไป




บทสวดมนต์ทำวัตรเย็น


บทสวดมนต์ทำวัตรเย็น

โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ,
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พระองค์ใด , เป็นพระอรหันต์ , ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม ,
พระธรรมเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด , ตรัสไว้ดีแล้ว

สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด , ปฏิบัติดีแล้ว

ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง , อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ ,
ข้าพเจ้าทั้งหลาย , ขอบูชาอย่างยิ่ง , ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น , พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ , ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้ , อันยกขึ้นตามสมควรแล้วอย่างไร

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ ,
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ , พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานนานแล้ว , ทรงสร้างคุณอันสำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย

ปัจฉิมา ชะนะตานุกัมปะมานะสา ,
ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้าอันเป็นชนรุ่นหลัง

อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ ,
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงรับเครื่องสักการะ อันเป็นบรรณาการของคนยากทั้งหลายเหล่านี้

อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ,
เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ


อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา ,
พระผู้มีพระภาคเจ้า , เป็นพระอรหันต์ , ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง , ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ,
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

(กราบ)


สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ,
พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า , ตรัสไว้ดีแล้ว

ธัมมัง นะมัสสามิ ,
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม

(กราบ)


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า , ปฏิบัติดีแล้ว

สังฆัง นะมามิ ,
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์

(กราบ)


(หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ,
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

อะระหะโต ,
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทธัสสะ ,
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ,
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

อะระหะโต ,
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทธัสสะ ,
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ,
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

อะระหะโต ,
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทธัสสะ ,
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง


๑. พุทธานุสสติ

(หันทะ มะยัง พุทธานุสสตินะยัง กะโรมะ เส)
ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต ,
ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า

อิติปิ โส ภะคะวา ,
เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น

อะระหัง ,
เป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทโธ ,
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

วิชชาจะระณะสัมปันโน ,
เป็นผู้ถึงพร้อทด้วยวิชชาและจะระณะ

สุคะโต ,
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี

โลกะวิทู ,
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง

อนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ ,
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

สัตถา เทวะมนุสสานัง ,
เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

พุทโธ ,
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม

ภะคะวาติ ,
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้


๒. พุทธาภิคีติ

(หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส )
พุทธวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต ,
พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณ เป็นต้น

สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต ,
มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ และพระกรุณาอันบริสุทธิ์

โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร ,
พระองค์ใด ทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน

วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง ,
ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ ผู้ไม่มีกิเลส พระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า

พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง ,
พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย

ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง ,
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่หนึ่งด้วยเศียรเกล้า

พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร ,
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า

พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม ,
พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า

พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง ,
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า

วันทันโตหัง (วันทันตีหัง) จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง ,
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฒเฒยยัง สัตถุสาสะเน ,
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา

พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (วันทะมานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้

สัพเพปิ อันตะรายา เม มะเหสุง ตัสสะ เตชะสา ,
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าเลย ด้วยเดชแห่งบุญนั้น


กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ,
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง ,
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า

พุทโธ ปะฏิคัณหะตุ อัจจะยันตัง ,
ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ ,
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป


๓. ธัมมานุสสติ

( หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส )
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ,
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว

สันทิฏฐิโก ,
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง

อะกาลิโก ,
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล

เอหิปัสสิโก ,
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด

โอปะนะยิโก ,
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ,
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้


๔. ธัมมาภิคีติ

( หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส )
สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย ,
พระธรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะประกอบด้วยคุณ คือความที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้วเป็นต้น

โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท ,
เป็นธรรมอันจำแนกเป็น มรรค ผล ปริยัติ และนิพพาน

ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี
เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว

วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธรรมมะเมตัง ,
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น อันเป็นเครื่องขจัดเสียซึ่งความมืด

ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง ,
พระธรรมใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย

ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง ,
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่สองด้วยเศียรเกล้า

ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร ,
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม พระธรรมเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า

ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม ,
พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า

ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง ,
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระธรรม

วันทันโตหัง (วันทันตีหัง) จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง ,
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน ,
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา

ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (วันทะมานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้

สัพเพปิ อันตะรายา เม มะเหสุง ตัสสะ เตชะสา ,
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น


กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ,
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง ,
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วในพระธรรม

ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง ,
ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม ,
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระธรรม ในกาลต่อไป


๕. สังฆานุสสติ

( หันทะ มะยัง สังฆานุสสตินะยัง กะโรมะ เส )
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด , ปฏิบัติดีแล้ว

อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด , ปฏิบัติตรงแล้ว

ญายะปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด , ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว

สามีจิปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด , ปฏิบัติสมควรแล้ว

ยะทิทัง ,
ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ

จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา ,
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า

อาหุเนยโย ,
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา

ปาหุเนยโย ,
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ

ทักขิเณยโย ,
เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน

อัญชลิกะระณีโย ,
เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี

อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ,
เป็นเนื้อนาบุญของโลก , ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้


๖. สังฆาภิคีติง

( หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส )
สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต ,
พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม ประกอบด้วยคุณมีความประพฤติดี เป็นต้น

โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ ,
เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐ แปดจำพวก

สีลาทิธัมมะปะวะราสกายะจิตโต ,
มีกายและจิต อันอาศัยธรรมมีศีลเป็นต้น อันบวร

วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง ,
ข้าพเจ้าไหว้พระอริยเจ้าเหล่านั้น อันบริสุทธิ์ด้วยดี

สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง ,
พระสงฆ์หมู่ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย

ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง ,
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์นั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่สามด้วยเศียรเกล้า

สังฆัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร ,
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์ พระสงฆ์เป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า

สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม ,
พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า

สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง ,
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระสงฆ์

วันทันโตหัง (วันทันตีหัง) จะริสสามิ สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง ,
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน ,
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา

สังฆัง เม วันทะมาเนนะ (วันทะมานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์ ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้

สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา ,
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ,
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง ,
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วในพระสงฆ์

สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง ,
ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ ,
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระสงฆ์ ในกาลต่อไป





บทสวดมนต์ทำวัตรเช้า

บทสวดมนต์ทำวัตรเช้า



โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ,
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พระองค์ใด , เป็นพระอรหันต์ , ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม ,
พระธรรมเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด , ตรัสไว้ดีแล้ว

สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด , ปฏิบัติดีแล้ว

ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง , อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ ,
ข้าพเจ้าทั้งหลาย , ขอบูชาอย่างยิ่ง , ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น , พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ , ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้ , อันยกขึ้นตามสมควรแล้วอย่างไร

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ ,
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ , พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานนานแล้ว , ทรงสร้างคุณอันสำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย

ปัจฉิมา ชะนะตานุกัมปะมานะสา ,
ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้าอันเป็นชนรุ่นหลัง

อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ ,
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงรับเครื่องสักการะ อันเป็นบรรณาการของคนยากทั้งหลายเหล่านี้

อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ,
เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ


อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา ,
พระผู้มีพระภาคเจ้า , เป็นพระอรหันต์ , ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง , ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ,
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

(กราบ)


สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ,
พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า , ตรัสไว้ดีแล้ว

ธัมมัง นะมัสสามิ ,
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม

(กราบ)


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า , ปฏิบัติดีแล้ว

สังฆัง นะมามิ ,
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์

(กราบ)



ทำวัตรเช้า

(หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ,
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

อะระหะโต ,
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทธัสสะ ,
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ,
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

อะระหะโต ,
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทธัสสะ ,
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ,
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

อะระหะโต ,
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทธัสสะ ,
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง


๑. พุทธาภิถุติง

( หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส )
โย โส ตะถาคะโต ,
พระตถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด

อะระหัง ,
เป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทโธ ,
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

วิชชาจะระณะสัมปันโน ,
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

สุคะโต ,
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี

โลกะวิทู ,
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง

อนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ ,
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

สัตถา เทวะมะนุสสานัง ,
เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

พุทโธ ,
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม

ภะคะวา ,
เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์

โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรหมมะกัง , สัสสะมะณะ พราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ ,
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด , ได้ทรงทำความดับทุกข์ให้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้ว , ทรงสอนโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา , มาร , พรหม และหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ , พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม

โย ธัมมัง เทเสสิ ,
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด , ทรงแสดงธรรมแล้ว

อาทิกัลยาณัง ,
ไพเราะในเบื้องต้น

มัชเฌกัลยาณัง ,
ไพเราะในท่ามกลาง

ปะริโยสานะกัลยาณัง ,
ไพเราะในที่สุด

สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรหมะจะริยัง ปะกาเสสิ ,
ทรงประกาศพรหมจรรย์ , คือแบบแห่งการปฏิบัติ , อันประเสริฐบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง , พร้อมทั้งอรรถ (คำอธิบาย) , พร้อมทั้งพยัญชนะ (หัวข้อ)

ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ ,
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ ,
ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า


(กราบระลึกพระพุทธคุณ)




๒. ธัมมาภิถุติง

( หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะเส )
โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ,
พระธรรมนั้นใด , เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว

สันทิฏฐิโก ,
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง

อะกาลิโก ,
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล

เอหิปัสสิโก ,
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด

โอปะนะยิโก ,
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ,
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ ,
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น

ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ ,
ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า

(กราบระลึกพระธรรมคุณ)



๓.สังฆาภิถุติง

( หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส )
โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด , ปฏิบัติดีแล้ว

อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด , ปฏิบัติตรงแล้ว

ญายะปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด , ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว

สามีจิปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด , ปฏิบัติสมควรแล้ว

ยะทิทัง ,
ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ

จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา ,
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่* นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า

อาหุเนยโย ,
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา

ปาหุเนยโย ,
เป็นสฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ

ทักขิเณยโย ,
เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน

อัญชลีกะระณีโย ,
เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี

อะนุตตะรัง ปุญยักเขตตัง โลกัสสะ ,
เป็นเนื้อนาบุญของโลก , ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ ,
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น

ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ ,
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น ด้วยเศียรเกล้า

( กราบระลึกพระสังฆคุณ )



๔.รตนัตตยัปปณามคาถา

( หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส )
พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว ,
พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณนพ

โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน ,
พระองค์ใด มีตาคือญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด

โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก ,
เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลสของโลก

วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะตัง ,
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ

ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน ,
พระธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป

โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก ,
จำแนกประเภทคือ มรรค ผล นิพพาน , ส่วนใด

โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน ,
ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ , และส่วนใดที่ชี้แห่งแนวโลกุตระนั้น

วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ,
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ

สังโฆ สุเขตตาภยะติเขตตะสัญญิโต ,
พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย

โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก ,
เป็นผู้เห็นพระนิพพาน , ตรัสรู้ตามพระสุคต , หมู่ใด

โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส ,
เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี

วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะตัง ,
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ

อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง , วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง , ปุญญัง มะยา ยังมะมะ สัพพุปัททะวา , มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา ,
บุญใด ที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม , คือพระรัตนตรัย อันควรบูชายิ่งโดยส่วนเดียว ,ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้ , ขออุปัทวะทั้งหลาย , จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย , ด้วยอำนาจความสำเร็จอันเกิดจากบุญนั้น


๕. สังเวคปริกิตตนปาฐะ

อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน ,
พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ,
เป็นผู้ไกลจากกิเลส , ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก ,
และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์

อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก ,
เป็นเครื่องสงบกิเลส , เป็นไปเพื่อปรินิพพาน

สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต ,
เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม , เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ

มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ ,
พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว , จึงได้รู้อย่างนี้ว่า

ชาติปิ ทุกขา ,
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์

ชะราปิ ทุกขา ,
แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์

มะระณัมปิ ทุกขัง ,
แม้ความตายก็เป็นทุกข์

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา ,
แม้ความโศก ความรำ่ไรรำพัน ความไม่สบายกายความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ,
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่ พอใจ ก็เป็นทุกข์

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ,
ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง ,
มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นตัวทุกข์

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ,
ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์

เสยยะถีทัง ,
ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ

รูปูปาทานักขันโธ ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูป

เวทะนูปาทานักขันโธ ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือเวทนา

สัญญูปาทานักขันโธ ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสัญญา

สังขารูปาทานักขันโธ ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสังขาร

วิญญาณูปาทานักขันโธ ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือ วิญญาณ

เยสัง ปะริญญายะ ,
เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้เอง

ธะระมาโน โส ภะคะวา ,
จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่

เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ ,
ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลายเช่นนี้ เป็นส่วนมาก

เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ ,
อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น , ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย , ส่วนมากมีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ว่า

รูปัง อนิจจัง ,
รูปไม่เที่ยง

เวทะนา อนิจจัง ,
เวทนาไม่เที่ยง

สัญญา อนิจจา ,
สัญญาไม่เที่ยง

สังขารา อะนิจจา ,
สังขารไม่เที่ยง

วิญญาณัง อะนิจจัง ,
วิญญาณไม่เที่ยง

รูปัง อะนัตตา ,
รูปไม่ใช่ตัวตน

เวทะนา อะนัตตา ,
เวทนาไม่ใช่ตัวตน

สัญญา อะนัตตา ,
สัญญาไม่ใช่ตัวตน

สังขารา อะนัตตา ,
สังขารไม่ใช่ตัวตน

วิญญาณัง อะนัตตา ,
วิญญาณไม่ใช่ตัวตน

สัพเพ สังขารา อะนิจจา ,
สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ,
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ดังนี้

เต (ตา) มะยัง โอติณณามหะ ,
พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกครอบงำ แล้ว

ชาติยา ,
โดยความเกิด

ชะรามะระเณนะ ,
โดยความแก่และความตาย

โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ,
โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย

ทุกโขติณณา ,
เป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว

ทุกขะปะเรตา ,
เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว

อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ ,
ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้


[ บทสวดของพระภิกษุ สามเฌร ]

จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง
เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น

สัทธา อะคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา
เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว

ตัสมิง ภะคะวะติ พรัห์มะจะริยัง จะรามะ
ประพฤติซึ่งพรหมจรรย์ในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา
ถึงพร้อมด้วยสิกขา และธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิตของภิกษุทั้งหลาย

ตัง โน พรัห์มะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ
ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ ฯ

[ บทสวดของอุบาสก อุบาสิกา ]

จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา ,
เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น เป็นสรณะ

ธัมมัญจะ สังฆัญจะ ,
ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย

ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ ,
จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง

สา สา โน ปะฏิปัตติ ,
ขอให้ความปฏิบัตินั้น ๆ ของเราทั้งหลาย


อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ ,
จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญ


(จบคำทำวัตรเช้า)